นามเดิม ประสิทธิ์ กองคำ เกิดวันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ปีขาล พ.ศ. 2494 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 ( เหนือ ) ที่บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 2 ของโยมพ่อคำ กองคำ และโยมแม่ต๋าคำ กองคำ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 4 คน คือ
1. น.ส.สงวน กองคำ ( เสียชีวิตแล้ว )
2. พระครูสิริศีลสังวร ( ครูบาน้อย )
3. นายแก้ว กองคำ
4. นายภัทร กองคำ
ในตอนแรกเกิด โยมบิดาและโยมมารดาของครูบาน้อย ได้เล่าว่าสายรกได้พันตัวหมดซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณ ในภาคเหนือได้เล่าสืบ ๆ กันมาว่า จะได้บวชเป็นพระสืบทอดพระพุทธศาสนา หลังจากเกิดมาแล้วโยมพ่อและโยมแม่ได้ตั้งชื่อให้ว่า ด.ช. น้อย ( ด.ช.ประสิทธิ์ กองคำ ) ตอนเป็นเด็ก เด็กชายน้อย เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และครูอาจารย์มาตลอด และชอบที่จะติดตามโยมมารดามาวัดในวันพระเสมอ ในเวลาพระเทศน์เด็กชายน้อยจะตั้งใจสำรวม กาย วาจา ใจ ฟังพระเทศน์อย่างตั้งใจ เพราะมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมากนั่นเอง
เด็กวัดศรีดอนมูล
ครู บาน้อย หรือ เด็กชายประสิทธิ์ กองคำ อายุได้ 7 ขวบก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก โยมมารดาจึงนำตัวเด็กชายน้อยมาฝากเป็นเด็กวัดเพื่อเรียนหนังสือกับครูบาผัด ( ขณะนั้นเป็นพระใบฎีกาผัด ผุสสิตธมโม ) ในสมัยนั้นท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงทางคาถาอาคม อยู่ยงคงกระพัน และตะกรุดกาสท้อนและเรื่องการรักษาผู้ป่วยด้วยยาสมุนไพรจนมีชื่อเสียงโด่ง ดังในจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กชายน้อย ก็ได้รับการอบรม สั่งสอน ในเรื่องของธรรมะ อักขระภาษาล้านนา ( ซึ่งเป็นภาษาที่รวบรวมคาถาอาคมของคนล้านนาไว้ ) จากครูบาผัดด้วยใจใฝ่การเรียนและใฝ่รู้ของเด็กน้อย เพราะมีความชอบเรื่องของคาถาอาคม เมตตามหานิยมอยู่แล้ว จึงทำให้เด็กชายน้อยเรียนได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กวัดรุ่นราวคราวเดียวกัน
เข้าสู่ร่มผ้า กาสาวพัสตร์
พระครูบาน้อยขณะที่เป็น เด็กวัดท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะอักขระภาษาล้านนาอยู่ตลอดเวลาและในช่วง วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านก็จะไปเรียนตามปกติ จากนั้นในช่วงเลิกเรียนวันเสาร์และวันอาทิตย์ ก็จะคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดเป็นประจำจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่ออายุได้ 13 ปี หลวงพ่อครูบาผัด ได้เรียกโยมบิดามารดาของ ท่านครูบาน้อยมาปรึกษากันว่า จะนำเด็กชายน้อยมาบรรพชา เป็นสามาเณร เพราะอยู่วัดมานานแล้วและตอนนี้ก็เรียนจบ ป.4 เมื่อปรึกษากันดังนี้แล้วก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2507 ปีมะโรง โดยมีพระครูอินทรสธรรม วัดกู่เสือ อำเภอสารภี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากที่ได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ครูบาน้อยก็ได้ทุ่มเทเวลาในการขยันหมั่นเพียรศึกษาพระธรรมวินัย พร้อมทั้งศึกษาในเรื่องของตำรายาสมุนไพร และคาถาอาคมในด้านอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม จากหลวงพ่อครูบาผัดจนเป็นที่รักและเมตตาของครูบาผัดอย่างมาก
จนในที่ สุดท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นตรี โท เอก อันเป็นการศึกษาชั้นสูงสุดในสำนักเรียนวัดศรีดอนมูล จากนั้นท่านก็ได้เป็นอาจารย์สอนนักธรรมแก่สามเณรรุ่นน้อง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของหลวงพ่อครูบาผัด ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ที่ประสิทธิ์วิชาคาถาอาคมและความรู้ด้านยาสมุนไพรอย่าง มานะอดทนเพื่อที่ต้องการจะช่วยให้พุทธศาสนิกชนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ท่านก็ยังมีความมานะที่จะเรียนรู้ในรสธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป จึงกราบลาหลวงพ่อครูบาผัดไปศึกษาต่อในระดับเปรียญธรรมอันเป็นการศึกษาที่สูง ขึ้นไปอีก ณ. สำนักเรียนวัดบุบผาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แต่ท่านก็เรียนได้ไม่นานเท่าไรเพราะว่าการเดินทางจากวัดศรีดอนมูลไปในตัว จังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะยังไม่มีความเจริญอย่างในปัจจุบันประกอบกับหลวงพ่อครูบาผัดไม่มีใคร ช่วยทำงานศาสนา เมื่อเป็นดังนี้ พระครูบาน้อย จึงได้กราบลาพระอาจารย์มาปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดอย่างเดิม
อุปสมบท
หลังจากที่พระครูบาน้อยได้กลับ มาช่วยงานของหลวงพ่อครูบาผัด (พระครูพิศิษฏ์สังฆการ) ซึ่งตอนนั้นท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภีได้พอสมควร อายุพรรษาของท่านก็ครบอุปสมบทพอดี หลวงพ่อครูบาผัดจึงได้ร่วมคณะศรัทธาญาติโยมรวมทั้งโยมพ่อ โยมแม่ของสามเณรน้อยจึงได้จัดพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อจะให้สืบทอดงานในด้านพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางมากขึ้น จึงได้อุปสมบทขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2514 ณ. พระอุโบสถวัดพญาชมภู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ วัดป่าแคโยง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสม ชุตินธโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดผัด ผุสสิตธมโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้ว จึงได้รับ ฉายาว่า เตชปัญโญ อันมีความหมายว่า ผู้มีปัญญาเป็นเดช
หลังจากที่ได้อุปสมบท แล้ว พระครูบาน้อย ก็ได้ช่วยเหลืองานของหลวงพ่อครูบาผัดซึ่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภีฝ่าย สาธารณูปการ คือในด้านดูแลการก่อสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดทุกวัดในอำเภอสารภีได้ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อหน้าที่การงานและความรับผิดชอบของท่านในด้านพระศาสนามากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ทิ้งก็คือด้าน การศึกษา ดังนั้นท่านจึงได้ปรารภเรื่องการเรียนกับหลวงพ่อครูบาผัดว่า ท่านยังต้องการเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกเอาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ถึง ๘๔.๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันมีพระสูตร พระธรรม พระวินัย หรือที่เรียกกันว่า พระไตรปิฎก
อุปสมบท
ดัง นั้นท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดไปศึกษาในระดับเปรียญธรรม เป็นครั้งที่ ๒ โดยได้ไปศึกษาที่หอปริยัติธรรม วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน จนท่านสามารถสอบได้เปรียญ ๑-๒ ขณะที่ท่านกำลังศึกษาประโยค ๓ อยู่นั้น ภารกิจในด้านการเผยแพ่พระพุทธศาสนาของหลวงพ่อครูบาผัด ทั้งในด้านการปกครอง การเผยแผ่ การสาธารณูปโภค รวมทั้งการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งท่านยังต้องการ คนช่วยแบ่งเบาภาระในหน้าที่การทำงาน พระครูบาน้อยจึงต้องออกจากการศึกษาเป็นครั้งที่ ๒ เพราะความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์มีมาก เหนือกว่าสิ่งใดนั่นเอง
นิโรธกรรม
ดังที่ ได้กล่าวมาแล้ว พระครูบาน้อยท่านได้มาอยู่อาศัยเป็นลูกศิษย์ พร้อมกับคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ดั่งนั้น ความผูกพันระหว่างความเป็นศิษย์กับอาจารย์จึงมีมากกว่าสิ่งใด ในปี พ.ศ. 2537 ครูบาผัดได้อาพาต เนื่องด้วยโรคลำไส้รุมเล้าหลายโรค 1. โรคเส้นเลือดตีบในสมอง (จะต้องผ่าตัดสมอง) 2.โรคลำไส้ติดเชื้อ 3.โรคหัวใจ 4.โรคความดันโลหิตสูง 5.โรคระบบทางเดินหายใจ จากนั้นพระครูบาน้อยพร้อมกับลูกศิษย์จึงได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการโด ทันที และในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นมรสุมครั้งยิ่งใหญ่ของครูบาน้อยในเพศบรรพชิตนับ ตั้งแต่ท่านได้ดำรงสมณเพศมา เพราะว่ามรสุมได้รุมเร้าท่าน หลายทางด้วยกัน
1.ต้องดูแลอาจารย์ของตนเอง คือ พระครูบาผัด ที่กำลังล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมกับโยมแม่ของท่าน ซึ่งต้องผ่าตัดลำไส้ใหญ่ อยู่โรงพยาบาลเดียวกัน
2.ต้องควบคุมดูแลการก่อ สร้าง กุฏิสงฆ์ล้านนาญาณสังวราราม
3.ต้องควบคุมดูแลการก่อสร้างสะพาน ครูบาผัดสามัคคี
อาการ ของพระครูบาผัดในครั้งนั้นหมอที่รักษาอาการอยู่ ถึงกับบอกกับพระครูบาน้อยและคณะศิษย์ยานุศิษย์ว่าให้เตรียมใจไว้ เพราะอาการของพระครูบาผัดอยู่ในขั้นอาการหนักเต็มที เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ครูบาน้อย ก็มาได้ระลึกนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตามแนวคำ สอนอันมี (พระครูบาเจ้าศรีวิชัย) นักบุญแห่งล้านนาไทย ซึ่งพระครูบาน้อยได้ยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรมของท่าน
รวมทั้งพระครูบาพรหมา พรหมจักโก อันเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานของท่าน พระครูบาน้อยได้ระลึกนึกถึงวัตรปฏิบัติของพระครูบาอาจารย์เหล่านี้ พร้อมทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ที่บูรพาจารย์เหล่านี้ ได้ประสบมา ดังนั้น พระครูบาน้อยจึงได้ทำการค้นคว้าวัตรปฏิบัติของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยอย่างจริงจังจากหนังสือ ปั๊บสาภาษาล้านนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ท่านจึงได้ค้นพบ วิธีการเข้านิโรธกรรม ของพระครูบาเจ้าศรีวิชัยที่เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ดังนั้นพระครูบาน้อยจึงได้มารำลึกนึกถึงคุณของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย และพระครูพิศิษฏ์สังฆการ
( ครูบาผัด ) ซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ทีโรงพยาบาล ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิฐานที่จะถวายชีวิตมอบไว้กับพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งได้ตั้งสัจจะอธิฐานที่จะอุทิศชีวิตของท่านแลกกับชีวิตของพระครูบา ผัดที่กำลังนอนป่วยอยู่ จากจุดนี้เองพระครูบาน้อยจึงได้ทำการเข้านิโรธกรรมตามแบบพระครูบาศรีวิชัย โดยท่านได้ปฏิบัติในครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 แรกปฏิบัติในครั้งนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในบรรดาลูกศิษย์ทุกๆคนคือ ขณะที่พระครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมได้เพียง 2 วันเท่านั้น อาการของพระครูบาผัดที่หมอบอกให้ทำใจก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะพระครูบาผัดได้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับให้หมอถอดสายน้ำเกลือรวมทั้ง สายออกซิเย่นออกตัวท่านและเดินไปมาภายในห้องพักพิเศษ จากนั้นท่านก็ไปสรงน้ำพร้อมกับบอกให้ลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการพากลับวัด
จาก ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมในหลาย ๆด้าน จึงทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัตินิโรธกรรมตามแบบครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ดังนั้นท่านจึงได้ทำการปฏิบัติเรื่อยมาจากครั้งแรก 3 วัน ครั้งที่สอง 5 วัน ครั้งที่สาม 7 วัน และครั้งสี่ 9 วัน นับตั้งแต่ปี่ที่ 5-6-7-8-9 เป็นเวลา 9 วัน และในปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีที่ 10 แล้วที่ท่านได้ปฏิบัตินิโรธกรรม โดยในครั้งนี้ท่านจะได้ปฏิบัติเป็นเวลา 7 วัน 7 คืนด้วยกัน และปีที่ 11 7 วัน 7 คืนเช่นกัน( ความหมายในการเข้านิโรธกรรม แต่ละปี เข้า 3 วัน คือพระรัตน์ไตร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ “ เข้า5 วัน คือ พระเจ้าห้าพระองค์ นะกะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โกตะโม อริยเมตตัยโย “ เข้า 7 วัน คือ พระอภิธรรม 7 กัมปี สัง วิ ทา ปุกะยะปะ “ เข้า 9 วัน คือพระนวโรกุตรธรรมเจ้าเก้าประการ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 นั่นเอง )
วิธีการเข้านิโรธกรรมแบบครู บาเจ้าศรีวิชัย ( นักบุญแห่งล้านนาไทย )
โยคาวจรเจ้าตนจักเข้านิโรธกรรม ถือแนวทางมัชฌิมาปฏิปทา ขึ้นไปตามน้ำ ทำไปตามตัว น้ำขึ้นอย่างไร บัวก็ขึ้นอย่างนั้น กล่าวคำขมาพระแก้วเจ้า 5 จำพวก ให้อาบน้ำ ปลงผมเสียแล้ว ให้ศรัทธาทายกผู้มีศีล 5 กับตัวเองมาแต่งสร้างยังตูบซึ้งขนาดของ ( กระท่อม )กว้าง 5 วา ยาว 5 วา ล้อมด้วยราชวัต ตามกำลังวันที่เข้า และมีประตูปิดเปิดไว้ดีงามแล้วตักเอาน้ำบ่อสักสิทธิ์จากวัดที่เป็นมงคล มาใส่ไว้ในบาตรเหล็ก กรองด้วยผ้าขาว 7 ชั้น และเตรียมที่ถ่ายหนัก ถ่ายเบาไว้ด้วย ให้ตั้งจิตให้มั่นคงดีแล้วอธิฐานว่า ภายใน 3-5-7-9 วันนี้ข้าพเจ้าจักไม่ฉันอาหารสักอัน ข้าพเจ้า จักฉันแต่ อุททะกัง ( น้ำ ) ฉันอยู่ในบาตรเดียว แล้วโอกาสว่า
สาธุโอกาสะ ภันเต ข้าแด่สัพปัญญูพระโคตมะเจ้าตนประเสริฐกว่าอินตาพรหมและเทวดาทั้งหลาย บัดนี้ผู้ข้าก็มากระทำธุดงควัตร 13 หากบัวรมวลแล้วแล กิริยาอันไหว้ของข้าพเจ้าจงมีแด่ พระพุทธเจ้า พระธรรมะเจ้า พระสังฆเจ้า พระกัมมัฏฐานและครูบาอาจารย์ ผู้ให้กัมมัฏฐานจงเป็นสรณะที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าจักขอเจริญภาวนา ซึ่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งวิปัสสนาญาณ และอริยมรรคญาณเจ้าดวงประเสริฐ จงมาบังเกิดในจิตใจของข้าพเจ้าในอริยาบท อันข้าพเจ้าได้นั่งภาวนานี้แด่เทอญ บัดนี้ข้าขอปลงไว้เหนือหัวแห่งข้าก่อนแล ข้าจักขอเข้านิโรธกรรมธัมเจ้าดวงประเสริฐนี้ให้หายเสียยังหารหิวอาหารนาน ประมาณ 7 วันนี้ ข้าขอเอาโลกุตรธรรมเจ้าดวงประเสริฐ จงมาบังเกิดในวิตาระอันกว้างขวางอยู่ใน ขันธ์ทั้ง 5 บัดนี้ ( ว่า 3 หน )
กล่าว คำอธิฐานวัตร นิโรธกรรมเจ้าว่า สันติปาทัฏโฐ นิโรโธ นิโรธ สัจจัง สัตตเม อะธิฐานมิ ( ว่า 3 หน )
อ่านประวัติเพิ่มเติมอย่างละเอียดได้ที่ http://www.watsridonmoon.com/html/krunoi01.html